ข่าวทั่วไปสังคม

ประเพณีสงกรานต์ วาทกรรมชนชั้นที่กำลังเสื่อมมนต์?

ประเพณีสงกรานต์ วาทกรรมชนชั้นที่กำลังเสื่อมมนต์?

สงกรานต์ปีนี้จะมีความแปลกๆอยู่อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ  มีผู้คนออกมาเล่นน้ำสงกรานต์น้อยกว่าที่ควร  และในพื้นที่ คนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลแทบจะไม่เล่นกันเลย  จึงทำให้ผู้คนที่มาจากต่างพื้นที่เทศบาลจึง จะต้องมาเล่นสาดน้ำในช่วงเย็น  แต่ไม่ใช่เพราะว่าเล่นกันนานหรืออากาศร้อนอบอ้าว  แต่เพระว่าช่วงกลางวันไม่มีใครออกบ้านกันเพราะเขาไม่เล่นน้ำหรือออกมาก็จะเป็นรถยนต์สี่ล้อปิดประตูหน้าต่างมิดชิดแน่นหนา ดังนั้นการสาดน้ำในช่วงเย็นถึงกลางคืน ก็มีโอกาสมากที่จะไปเล่นสาดน้ำกับผู้คนที่เขาจะไปทำงานหรือไปทำธุระส่วนตัว  แสดงถึงการพัฒนาของการเล่นน้ำสงกรานต์ที่ได้แปรเปลี่ยนไปตามวันเวลา
สิ่งที่เปลี่ยนไปของประเพณีสงกรานต์  ก็เนื่องมาจากประชากรมีมาก แต่ทรัพยากรมีน้อยลง  คนหนุ่มสาวมีน้อยลง  ผู้สูงอายุมีเยอะขึ้น  น้ำมีราคาที่แพงขึ้น  รถวิ่งเร็วขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น  การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่อของการจัดประเพณีวัฒนธรรรม ของตนเอง ไม่ต้องมารวมศูนย์ที่จังหวัดที่เดียวเป็นต้น  จึงทำให้ผู้คนที่จะคิดว่าจะมาเล่นน้ำสงกรานต์แบบรวมศูนย์น้อยลงไปเรื่อยๆ

อีกประเด็นเป็นเรื่องของสิทธิของแต่ละบุคคล  ที่จะเล่นหรือไม่เล่นสงกรานต์ก็ได้  การนำน้ำไปรดคนที่เขาไม่อยากเล่น  เขาไม่สนุก  เขากำลังจะไปทำงาน  จึงเป็นสิทธิส่วนบุคคล  ซึ่งจะละเมิดไม่ได้  วันก่อนมีเด็กจะมารดน้ำผู้เขียน  อายุไม่ถึง 10 ปี  จะเข้ามาเล่นสาดน้ำ ก็เวลาเกือบ 20.00 น.แล้ว  โดยไม่คิดถึงความอาวุโสกว่าและผู้ใหญ่ก็สนับสนุนให้เด็กเข้ามารดน้ำผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่ากันเยอะโดยอ้างประเพณีนี้ที่ผู้ใหญ่กับเด็กก็มีความเท่ากันไม่มีอะไรมาแบ่งกั้นได้
เรื่องที่กล่าวนี้มองได้อีกเหมือนกันว่านี่คือวาทกรรมชนชั้นที่ซ่อนเร้นแอบแฝง  ที่ถูกสร้างขึ้นให้รู้สึกว่า  มนุษย์ทุกคนต้องสยบยอมต่อชนชั้นที่เหนือกว่า  และต้องยอมเสียสิทธิ และความชอบส่วนบุคคลของตัวเองโดยให้ชนชั้นที่เหนือกว่าละเมิดได้และคิดว่าถูกต้องและสยบยอม  แต่มุมตรงนี้คนเล่นน้ำสาดน้ำจะต้องคิดให้มากๆ  เพราะว่ากฎหมายเหมือนจะยังคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอยู่  เรื่องประเพณีแต่ละบุคคลจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้  เหมือนเช่นความเชื่อ ที่จะนับถือความเชื่อใดก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่เป็นบรรทัดฐานของมนุษย์ทั่วทั้งโลกดังนั้นการเล่นสงกรานต์  กับบุคคลที่เขาไม่เล่นด้วยเพราะว่าเขาอาจจะมีหน้าที่การงานธุระ  หรือมีปัญหาเรื่องสุขภาพ  หรือเป็นเรื่องของความสะอาด  สิ่งเหล่านี้ความคิดต่างจะบังคับกันไม่ได้  เพราะว่าคนเรามีความจำเป็นที่ต่างกัน  มีแนวทางในการดำรงชีวิตต่างกัน คนที่เล่นน้ำสงกรานต์ก็อาจจะสนุกสนาน  แต่คนที่เขาไม่เล่น เขาไปทำงานงานหรือธุระนั้นเพราะความจำเป็น ก็เป็นเรื่องของเขา จะไปบังคับขืนใจให้เขาเล่นด้วยให้เขาสนุกด้วยก็จะกระทำไม่ได้  จึงควรต้องเคารพในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของบุคคล กันด้วย
ผู้เขียนจึงหวังว่าบริบทการเล่นน้ำสงกรานต์ในแต่ละปีต่อไปก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  และกฎหมายก็จะออกมาคุ้มครองในเรื่องสิทธิของบุคคลให้มากขึ้น  ไม่ใช่ว่าใครจะกระทำอะไรต่อบุคคลอื่นก็ได้เพียงข้ออ้างว่า เป็นงานประเพณีสงกรานต์  จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมาคิดถึงเรื่องของสาระ และวาทกรรมการแสดงออกทางด้านชนชั้นหนึ่งกับอีกชนชั้นหนึ่งในสังคม ซึ่งมองแล้วเป็นวาทกรรมที่ถูกปลูกฝังซุกอยู่ใต้จิตสำนึกของคนนั้นๆบางคนจนมีการแสดงออกมาข้ามเหตุผลและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของคนอื่นหรือไม่อย่างไร สิ่งเหล่านี้น่าคิดและถึงเวลาที่พวกเราจะเปลี่ยนแปลงวาทบริบทชนชั้นกันได้หรือยัง?